วัดม่อนจำศีลหรือชื่อเดิมวัดเขาแก้ว จ.ลำปาง
เป็นวัดป่านอกเมือง มีพระมหาป่าเมืองแปง ธุดงค์มาพบพระธาตุเจดีย์ จึงได้นำผู้คนที่เกิดศรัทธาเลื่อมใสช่วยกันบูรณะองค์พระเจดีย์ โดยทำการก่ออิฐถือปูนสร้างครอบหุ้มองค์เดิมไว้จนมีขนาดใหญ่ขึ้น เชื่อกันว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งบนแผ่นดินล้านนา เนื่องจากเป็นโบราณสถานและพุทธสถานที่เก่าแก่อายุมากกว่าพันปี
พระมหาป่าเมืองแปง เป็นเจ้าอาวาสรูปแรกของวัดม่อนจำศีลและท่านได้มรณภาพในปี พ.ศ. 2380
วัดม่อนจำศีล ได้รับการบูรณะฟื้นฟูอีกครั้งโดยชาวพม่า-ไทยใหญ่ ชื่อ พ่อเลี้ยงประกาศิริ ซึ่งได้สมรสกับแม่เลี้ยงอุษา คนไทยยวน ชาวบ้านป่าขาม ต.พระบาท จ.ลำปาง
มีบุตรี 1 คนชื่อ คุณทวดเป็ง มินโหม่กุล สมรสกับพ่อเลี้ยงมินโหม่ มินโหม่กุล ชาวพม่า-ไทยใหญ่ และเป็นผู้อุปถัมภ์วัดตลอดมา มีรุ่นลูกสืบต่อชื่อ คุณย่าส่วยอิ่ง โพติ๊ดพันธุ์ สมรสกับพ่อเลี้ยงโพติ๊ด โพติ๊ดพันธุ์ ชาวพม่า-ไทยใหญ่ และมีบุตรชื่อคุณย่าอ่อนหวาน โพติ๊ดพันธุ์ พ่อเลี้ยงศรีรัตน์ โพติ๊ดพันธุ์ พร้อมด้วย คุณย่าสร้อยแก้ว โพติ๊ดพันธุ์ คุณลุงพงษ์เจริญ โพติ๊ดพันธุ์ คุณพ่ออดุลย์ โพติ๊ดพันธุ์ เป็นผู้อุปถัมภ์วัดม่อนจำศีลสืบต่อมา
ประวัติความเป็นมา
ในครั้นอดีต สมัยพระนางเจ้าจามเทวี ได้มาสร้างเมืองให้ พระอนันตยศ (อินทรเถิงกร) พระราชโอรส ก็ได้เสด็จมาจำศีลที่วัดม่อนจำศีล และได้มาบูรณะซ่อมแซมสร้างพระธาตุเจดีย์ให้ใหญ่ขึ้น โดยสร้างครอบองค์เดิมตามคำแนะนำของ หลวงปู่ฤาษีวาสุเทพ
วัดม่อนจำศีล มีตำนานเล่าขานกันมาว่า เมื่อ 1,700 กว่าปีที่ผ่านมา เจ้าหลวงคำใหญ่ ครองเมืองกุกะนคร (พม่า) เป็นสหายกับ เจ้าหลวงดำ ผู้ครองเมืองตุ๋ย (คงเป็นบ้านสบตุ๋ยในปัจจุบัน) ซึ่งช่วงระหว่างนั้นเมืองต่างๆมีการรบสู้กันเพื่อแย่งชิงอำนาจและไพร่พล เจ้าหลวงคำใหญ่พ่ายแพ้ข้าศึก เจ้าหลวงดำจึงช่วยพาหลบหนีมาซ่อนตัวในถ้ำของม่อน (ม่อนหมายถึงภูเขาที่ไม่สูงนัก) ด้วยความสงสารที่ต้องสูญเสียกำลังทหารไปถึง 542 คน เจ้าหลวงคำใหญ่ จึงมาถือศีลปฏิบัติธรรม เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับทหารที่ล้มตายเหล่านั้น จึงเป็นที่มาของคำว่า “ม่อนจำศีล” เจ้าหลวงทั้ง 2 องค์ผูกพันและรักกันมากจึงสร้างกู่บรรจุพระสารีริกธาตุ ขึ้นที่วัดม่อนจำศีลคนละองค์ เจ้าหลวงคำใหญ่สร้างองค์ซ้าย เจ้าหลวงดำสร้างองค์ขวา โดยตั้งชื่อกู่ทั้ง 2 องค์ว่า “พระธาตุมิตรสัมพันธ์” โดยได้อธิษฐานจิตร่วมกันว่า หากตายไปใครได้เกิดก่อนให้กลับมาบูรณะวัดแห่งนี้อีก หลังเสียชีวิต เจ้าหลวงดำกลับมาเกิดก่อนส่วนเจ้าหลวงคำใหญ่ ยังเฝ้าพระธาตุอยู่ ซึ่งเมื่อใดที่เจ้าหลวงดำในชาติปัจจุบันสร้างพระใหญ่ได้สำเร็จ เจ้าหลวงคำใหญ่ ก็จะได้ไปเกิด มาร่วมกิจกุศลตามแรงบุญที่ร่วมอธิษฐาน
เรามาไล่เรียงลำดับประวัติความสำคัญของวัดแห่งนี้ตามปี พ.ศ.กันดูซักหน่อย เริ่มจาก
ปี พ.ศ.2410 มีคหบดีชาวพม่าชื่อ พ่อเลี้ยงประกาศิริ นำช่างฝีมือจากพม่าเมืองมัณฑะเลย์ เข้ามาบูรณะองค์พระเจดีย์ กำแพงแก้วทั้ง 4 ด้าน ซุ้มประตูทางเข้าวัด เป็นต้น
ปี พ.ศ.2424 ได้เริ่มสร้างวิหารไม้สักขึ้น โดยชาวพม่าชื่อ หมิ่นใหม่ตะก๋า ต้นตระกูลโพติ๊ดพันธุ์ มีการสร้างบันไดทางขึ้นหน้าวัดฝั่งทางทิศเหนือ เป็นรูปสิงห์ปูนปั้นคู่ มีรูปเทวดาติดอยู่และซุ้มประตูโขงก่อนเข้าสู่ตัววิหารด้านบน
อายุวิหารไม้สักโบราณหลังนี้นับถึงปัจจุบัน อายุไขได้ 139 ปี
ปี พ.ศ.2460 ได้มีการบูรณะองค์พระเจดีย์ประธานอีกครั้ง
วัดแห่งนี้ถือได้ว่าเป็นเพชรเม็ดงาม ที่มีศิลปะพม่าโบราณเก่าแก่สวยงามทรงคุณค่าของเมืองนครลำปางแห่งหนึ่ง ภายในวัดมีเจดีย์รูปทรงศิลปะพม่าขนาดใหญ่ถึง 3 องค์ด้วยกัน
องค์แรกเรียกว่า “เจดีย์ทอง” มีกำแพงแก้วล้อมรอบทั้ง 4 ด้าน แต่เดิมยอดเจดีย์ทาสีทอง ปัจจุบันส่วนยอดปิดผิวกรุโมเสดสีทอง
องค์ที่ 2 ได้มีการสร้างเจดีย์พระอรหันต์แปดทิศ มีแปดเหลี่ยมมีซุ้มและพระประจำทิศทั้งแปดทิศเพิ่มเติมขึ้น
ปี พ.ศ.2470 มีฤๅษีชื่อ อูส่วยหล่า ได้มาจำศีล ณ ที่แห่งนี้และยังได้ทำหน้าที่หมอรักษาผู้คน โดยใช้สมุนไพรและคาถาอาคม มีผู้คนศรัทธาหลั่งไหลกันมารักษาเป็นจำนวนมาก จึงได้ช่วยกันสร้างเจดีย์พระฤๅษี ขึ้นด้านหลังพื้นที่ของวัด เสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2474 เป็นเจดีย์องค์ที่ 3
ปี พ.ศ.2492 ได้มีพระอาจารย์หลวงพ่อไพฑูรย์ โกสลโล ได้เดินทางมาสอนวิปัสสนากรรมฐาน สายสติปัฏฐาน ได้สร้างกุฎิกรรมฐานพระขึ้นจำนวน 25 หลัง เพื่อฝึกปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน
ปี พ.ศ.2505 ได้สร้างศาลาอบรมธรรม ขึ้นอีกหลังหนึ่งสำหรับพระสงฆ์และเณร ต่อมาเปลี่ยนการใช้ประโยชน์เป็นหอสมุดและห้องธุรการของโรงเรียนพระปริยัติธรรม ในเวลาต่อมา
ปี พ.ศ.2517 ได้ทำการรื้อถอนวิหารไม้สักปีกซ้ายในฝั่งทิศตะวันออกซึ่งเป็นหอฉันท์เดิมออก แล้วสร้างเป็นกุฏิของเจ้าอาวาสทดแทน เป็นอาคาร ค.ส.ล.2 ชั้น เพื่อสะดวกในการดูแลและรักษาวิหาร และในเวลาต่อมาจึงได้ทำการรื้อถอนกุฏิของเจ้าอาวาสในส่วนที่ต่อเติมใหม่ออก แล้วมีการทำผนังไม้ปิดในส่วนที่เชื่อมต่อทดแทน ต่อมาไม่ได้มีการใช้วิหารไม้สักหลังนี้ จึงถูกปล่อยให้ทิ้งร้างและทรุดโทรมลงตามสภาพอย่างที่เห็นในปัจจุบัน
ในปี พ.ศ.2528 ได้เกิดพายุใหญ่ มีฟ้าผ่าลงมาบนยอดพระเจดีย์สีทองจนหักพังลงมา ผู้มีจิตศรัทธาและชาวบ้านได้ร่วมแรงร่วมใจบูรณะพระเจดีย์กันขึ้นมาใหม่ จนแล้วเสร็จในปี พ.ศ.2532
ลักษณะพื้นที่ของวัดม่อนจำศีลหรือวัดเขาแก้ว
เป็นพื้นที่ตั้งอยู่บนเนินสูง (เหมือนวัดพระธาตุลำปางหลวง) สร้างตามคติความเชื่อเรื่องภูเขาศักดิ์สิทธิ์ มาตั้งแต่บรรพกาล แต่เดิมมีทางขึ้นของวัดอยู่ทางด้านทิศตะสันตกเฉลียงเหนือ ภายหลังจึงได้ทำทางลัดมีบันไดขึ้นและซุ้มประตูในทางด้านทิศใต้ (ปัจจุบันทางออกของประตูจะเป็นพื้นที่ของวิทยาลัยสารพัดช่างลำปาง) และต่อมามีการทำถนนให้รถยนต์ขึ้น-ลงทางด้านทิศตะวันตกได้ 2 ทางเพื่อสะดวกในการเดินทางมาทำบุญที่วัด มีประตูซุ้มโขงสิงห์ยืนคู่อยู่ปากทางขึ้น1 ด้าน
เรามาพูดกันถึงเรื่องของวิหารไม้สักหรือ จอง ตามภาษาเรียกของชาวพม่ากันดีกว่า
แต่เดิมวิหารไม้สักโบราณ วัดม่อนจำศีลหรือวัดเขาแก้ว มีลักษณะเป็นอาคารชั้นเดียวใต้ถุนสูง โครงสร้างอาคารเสาไม้ คานไม้ ตงไม้ พื้นไม้ โครงสร้างหลังคาเป็นไม้ทั้งหมด มุงหลังคาด้วยสังกะสี เป็นวิหารใช้งานแบบเอนกประสงค์ ที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ มีการแบ่งพื้นที่การใช้งานดังนี้คือ
ส่วนสูงสุดประดิษฐานพระพุทธรูปองค์พระประธาน 3 องค์
ลดระดับต่ำลงมาอีกชั้น เป็นส่วนของพระสงฆ์
ลดระดับต่ำลงมาอีก เป็นส่วนของหอฉันท์ ระเบียงและฆารวาส
เรามาลำดับพื้นที่การใช้งานของวิหารไม้สักหลังนี้กันคือ
- ชั้นล่างหรือใต้ถุนของวิหาร ใช้สำหรับเก็บข้าวของเครื่องใช้ต่างๆของวัด จะมีส่วนที่ก่ออิฐถือปูนอยู่ในส่วนของฐานองค์พระประธานขนาด 1 ห้องคูณ 3 ห้องช่วงเสา และช่วงบันไดทางขึ้นด้านหน้าวิหารที่เป็นการก่ออิฐถือปูน นอกนั้นใต้ถุนจะเป็นส่วนโล่งใช้งานได้ทั้งหมด ด้านทิศตะวันออกถัดจากหอฉันท์จะเป็นหอซุ้มพระเจ้า ตั้งอยู่ภายนอก (ถูกรื้อออกเพื่อทำเป็นกุฏิเจ้าอาวาส ต่อมาภายหลังจึงได้รื้อกุฏิเจ้าอาวาสออก)
-ทิศเหนือด้านหน้าวิหาร จะเป็นชานพักก่อนขึ้นบันได มีเสาไม้กลึงกลม 2 ต้นด้านหน้า ถัดไปจะเป็นบันไดก่ออิฐถือปูน จำนวน 9 ขั้น ราวบันไดก่ออิฐถือปูนหนาหลายชั้น มีเสาไม้กลึงกลมรับหลังคาพร้อมฐานปูน 2 ต้นก่อนขึ้นบันได มีเสารับหลังคาเฉลียงหน้าวิหารต้นเล็กข้างละ 2 ต้น จากเฉลียงจะมีประตูทางเข้าสู่ตัววิหาร เป็นบานเปิดคู่ไม้ 2 ชุด และบานหน้าต่างทรงสูงบานเปิดคู่ข้างละชุดมีราวกันตกไม้ มีผนังไม้ตีแนวตั้งโครงเคร่าไม้ กั้นวิหารด้านหน้าอยู่ 4 ช่วงเสา จะเป็นโถงโล่งส่วนหน้า ในส่วนนี้จะมีหลังคาทรงจั่วปั้นหยาคลุมขวางทางยาววิหารส่วนหน้า และหลังคาคลุมส่วนของเฉียงและบันได เป็นหลังคาทรงจั่วหันจั่วไปทางทิศเหนือ-ใต้ จั่วลดระดับกัน มี 3 ชั้น เหนือหลังคาจั่วมียอดปราสาทแหลมสูงหลายชั้น ทำด้วยไม้ประดับไม้ฉลุแผ่นโลหะฉลุติดกระจกสี จำนวน 3 ยอด ลดหลั่นกันลงมา (เหมือนวัดศรีชุม ลำปาง แต่มีเพียง 2 ยอดปราสาท)
- ภายในวิหารส่วนกลาง จะเป็นพื้นที่ของฆารวาส เป็นโถงโล่งพื้นไม้ ฝ้าเพดานเป็นไม้ตกแต่งด้วยไม้แกะสลัก เป็นดาวเพดานประดับด้วยกระจกสี และลูกบอลสี บริเวณหน้าห้องพระประธาน ประดับตกแต่งดาวเพดานแกะสลักเป็นรูปเจ้าชายสิทธัตถะทรงขี่ม้าออกผนวช เสาภายในวิหารเป็นเสาไม้สี่เหลี่ยมขนาด 8"x 8" ตกแต่งด้วยการปั้นรักสมุกติดทองประดับด้วยกระจกสี บางต้นเชิงเสาปั้นเป็นรูปนรสิงห์และรูปสิงห์ เหนือขึ้นไปเป็นรูปดอกไม้มี 6 กลีบประดับกระจกสี เมื่อมีแสงส่องเข้าไปในวิหารจะมีมิติสะท้อนแสงเป็นเกสรดอกไม้ ที่วิจิตรงดงามอย่างมาก หลังคาโถงส่วนนี้จะเป็นหลังคาจั่ว ยกจองห้องขึ้นจากหลังคาคลุม 2 ชั้น 2 ชายคา มีจำนวน 2 ชุด
-ทิศตะวันตกของวิหาร จะเป็นพื้นที่ส่วนของพระสงฆ์ ที่เข้ามาประกอบพิธีและมาจำพรรษานั่งวิปัสสานา มีฝาผนังไม้กั้นรอบ 3 ด้านมีช่องเปิดหน้าต่าง มีประตูไม้บานคู่เปิดออกสู่ระเบียงด้านหน้า ฝ้าเพดานเป็นไม้ หลังคาทรงจั่วปั้นหยาคลุม 2 ชั้น ไม่มีการยกจอง ส่วนของระเบียงมีประตูบานเปิดคู่ไม้จากส่วนของฆารวาสออกมาใช้งานได้ด้วย
-ทิศตะวันออกของวิหาร เป็นพื้นที่ของหอฉันท์ของพระสงฆ์ มีผนังไม้รอบ 3 ด้าน มีช่องหน้าต่างไม้เปิดออกด้านข้าง 5 ชุด 5 ช่วงเสา ด้านหลัง 2 ชุด ด้านหน้ามีประตูบานไม้เปิดคู่ เปิดออกสู่ระเบียงด้านหน้า และประตูบานเปิดคู่ไม้จากส่วนของฆารวาสออกมาใช้งานได้ด้วยเช่นกัน หลังคาทรงปั้นหยาคลุม 2 ชั้น มีการยกห้องจองหลังคาทรงจั่วซ้อน ซึ่งเป็นเอกลักษณ์งานสถาปัตยกรรมแบบพม่า แบบ 3 ชั้น 3 ชาย (เชตวัน) แยกเป็น 2 ชุดใหญ่ ตกแต่งด้วยลวดลายไม้ฉลุติดกระจกสี
ในส่วนพื้นที่ของหอฉันท์นี้ได้ถูกรื้อถอนออก เพื่อสร้างเป็นกุฏิ ค.ส.ล.ของเจ้าอาวาสมาทดแทน เพื่อสะดวกในการดูแลวิหารแห่งนี้ ซึ่งต่อมาในปี พ.ศ.2517 ได้มีการรื้อถอนกุฏิของเจ้าอาวาสในส่วนต่อเติมใหม่ออก แล้วทำผนังไม้ตีเกล็ดซ้อนแนวนอนและหน้าต่างมีลูกกรงไม้กันตกซี่ห่างปิดทดแทนของเดิม
-ทิศใต้ของวิหาร หรือชั้นที่มีระดับสูงที่สุด มีความสำคัญสูงสุด เป็นชั้นประดิษฐานพระพุทธรูปประธาน 3 องค์ บนฐานชุกชีหรือแท่นแก้วย่อมุม 3 ชั้นย่อมุมปิด 4 ชั้น ประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัย 3 องค์ รูปแบบมัณฑะเลย์ของพม่า เป็นปูนปั้นสีขาวห่มจีวรมีจีบริ้วระบายสีทอง พระประธานองค์ที่ 3 เพียงองค์เดียวที่มีพระอัครสาวกประทับนั่งทั้งซ้าย-ขวา เหนือเศียรพระประธานทั้ง 3 องค์ มีผ้าเพดานพระเจ้า หรือ ผ้าผนัง คือผ้าบังเหนือเศียรพระประธาน เป็นกรอบคลุม ตามรูปแบบของชาวพม่า ไทยใหญ่
ถัดไปเป็นที่ประดิษฐานบุษบกไม้แกะสลักตกแต่งลวดลายประดับด้วยกระจกสี ภายในประดิษฐานพระพุทธรูป
ฝ้าเพดานเป็นไม้ตกแต่งด้วยไม้แกะสลัก เป็นดาวเพดานประดับด้วยกระจกสี และลูกบอลสี บางส่วนติดรูปเทวดา แนวเสาบริเวณหน้าส่วนของห้ององค์พระประธาน ตกแต่งด้วยซุ้มโก่งคิ้วไม้แกะสลักฉลุลายจำนวน 4 ซุ้มอย่างวิจิตรปราณีตงดงามอย่างมาก ผนังด้านหลังพระประธานเป็นไม้ตีแนวตั้งเหนือขึ้นไปเป็นผนังไม้เจาะเป็นช่องแสงระบายอากาศด้านหลัง 4 ช่องเสา ด้านข้าง 1 ช่องเสา ด้านล่างเป็นช่องหน้าต่างฝาไหลและลูกกรงไม้โปร่งซี่ห่าง ผนังด้านข้างติดส่วนพื้นที่ของสงฆ์ กั้นด้วยผนังลูกฟักไม้บานทึบ
หลังคาคลุมส่วนห้องพระประธาน เป็นทรงปั้นหยาคลุม 2 ชั้น มีการยกห้องจองหลังคาทรงจั่วซ้อน แบบ 3 ชั้น 3 ชาย ชุดใหญ่ตรงกลางเป็นประธาน หน้าจั่วประดับด้วยช่อฟ้าใบระกานาคสดุ้ง และตกแต่งด้วยลวดลายไม้ฉลุติดกระจกสี งดงามวิจิตร
วัดม่อนจำศีลหรือวัดเขาแก้ว
ตั้งอยู่ ต.พระบาท อ.เมือง จ.ลำปาง ณ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการก่อสร้างและปรับปรุง ต้องขอแสดงความดีใจกับคนลำปางด้วย ที่จะมีการฟื้นฟูบูรณะให้วิหารไม้สักหลังที่งดงามแห่งนี้ กลับคืนมามีชีวิตขึ้นมาใหม่อีกครั้งหนึ่ง
โดยได้รับเงินอุดหนุนจากทางราชการเป็นเงิน 12,660,000 บาท และงบจากมูลนิธิ วทัญญู ณ ถลาง อีก 2,000,000 บาท รวมเป็นเงิน 14,660,000 บาท เพื่อทำการบูรณะ
ผู้ว่าจ้าง สำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่ กรมศิลปากร
ผู้รับจ้าง บ.ช่างรุ่ง คอนสตรัคชั่น เชียงใหม่
กำหนดงานแล้วเสร็จ 300 วัน
เริ่มต้นสัญญา 27 มิถุนายน 2562
วันสิ้นสุดสัญญา 23 เมษายน 2563
ขอขอบคุณ ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อมที่ช่วยกันฟื้นฟูวิหารไม้สักโบราณหลังนี้ให้คงยืนยงอยู่คู่บ้านคู่เมืองลำปาง ซึ่งควรค่าแก่การอนุรักษ์ มีตำนานเล่าขานของเมืองลำปาง เพื่อเก็บรักษาไว้ให้ลูกหลานได้ศึกษาสืบต่อไป
เก็บภาพเมื่อ 21 พฤษภาคม 2563
ผู้รวบรวมข้อมูลและถ่ายภาพ มนัสพี เดชะ ACLA รุ่น 23 รุ่นเสาเอก























ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น